9 สัญญาณเตือน ว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรออกจากงานปัจจุบัน!

ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้เวลาตั้งแต่ตื่นนอนอยู่ที่ทำงานมากกว่าที่ไหนๆ นั่นอาจจะเป็นอีก 1 สิ่งที่บอกว่าคุณกำลังใช้เวลาของคุณไปกับบริษัทที่ตรงใจและคว้าโอกาสที่ใช่สำหรับคุณอยู่

อย่างไรก็ตามหลายๆคนในปัจจุบันอาจกำลังเผชิญภาวะไม่มีความสุขในการทำงาน หรือรู้สึกว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะจากปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่ดีไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ เงินเดือนสูงหรือต่ำ ตำแหน่งหน้าที่สูงหรือระดับเริ่มต้น ต่างก็ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าทุกคนจะเจอกับการบริหารจัดการที่ดีทั้งหมด รู้หรือไม่! ว่าทีมผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ใน Fortune 500 สามารถเผชิญกับความไม่พึงพอใจในการทำงานและมีอัตราการลาออกจากงานได้สูงกว่างานอื่นๆ เพราะยิ่งคุณต้องใช้ความพยายามและความอดทนไปกับงานมากเท่าไหร่ นั่นยิ่งทำให้คุณมีแนวโน้มที่จะทรมานไปกับการทำงานมากขึ้นและสูญเสียความควบคุมในงานไป โดยผลวิจัยจากสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาพบว่าคนที่เผชิญภาวะที่กล่าวไปข้างต้นมักมีภาวะเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ วิตกกังวล และซึมเศร้าอีกด้วย


การทนทำงานแย่ๆไปเรื่อยๆจะยิ่งส่งผลเสียต่ออาชีพของคุณ


ถ้าคุณได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้นและเป็นทุกอย่างให้บริษัทแล้ว แต่อะไรๆก็ยังไม่ดีขึ้น นั่นหมายความว่าถึงเวลาที่คุณต้องก้าวต่อไป(ที่อื่น)

การลาออกจากงานเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บีบหัวใจเหลือเกิน เพราะคุณต้องแน่ใจว่าคุณตัดสินใจถูกต้อง แต่ข่าวดีก็คือหากคุณกำลังเผชิญสิ่งต่างๆต่อไปนี้ นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรก้าวต่อไป

1. บริษัทกำลังอยู่ในช่วงขาลง

ผลการวิจัยพบว่า 71% ของบริษัทขนาดเล็กจะปิดกิจการลงภายในปีที่ 10 ของการทำธุรกิจ ถ้าคุณกำลังเป็นกังวลเรื่องสถานการณ์ของบริษัทและสงสัยว่าบริษัทกำลังมีปัญหาอยู่เพราะหลายๆสิ่งเปลี่ยนไป เช่น ต้องได้รับการอนุมัติจากทีมบริหารแม้กระทั่งเรื่องค่าใช้จ่ายเล็กๆ มีการประชุมแบบเป็นความลับบ่อยขึ้น หรือผู้บริหารต่างทยอยกันลาออก นั่นคือสัญญาณเตือนว่าคุณควรลาออกจากที่นั่นซะ ถ้าคุณรอจนกระทั่งบริษัทปิดตัวลง นั่นจะทำให้คุณต้องไปแย่งงานกับเพื่อนร่วมงานเก่าของคุณที่หลัง!

2. อยู่ไปก็ไม่โต

ในการทำงานจริงๆแล้วมันมีโอกาสที่คุณจะติดอยู่กับงานใดงานหนึ่ง และถ้ามันเป็นงานที่คุณชอบนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดีๆ  แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ งานควรส่งเสริมให้คุณได้พัฒนาทักษะต่างๆของตัวเอง ได้เพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง ถ้างานนั้นไม่เปิดโอกาสให้คุณเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวันได้ทำแต่เรื่องเดิมๆ ในขณะที่คนรอบตัวต่างก็ได้เลื่อนตำแหน่งไปแล้วหรือได้รับมอบหมายงานที่น่าตื่นเต้น มันถึงเวลาแล้วแหละที่คุณควรออก อย่างงี้ต้องลาออก

3. เป็นคนถูกทิ้งอยู่เสมอ

คุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่หรือไม่? มักเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องหรือได้ยินข่าวอยู่เสมอ ไม่ได้เข้าประชุมแบบคนอื่น ไม่ค่อยได้เจอกับผู้บริหารในะดับสูงๆ ไม่เคยได้มีส่วนร่วมในโปรเจกท์สำคัญที่ทุกคนต่างพากันตื่นเต้น ถ้าใ่ช่แล้วล่ะก็นั่นอาจหมายความว่าหัวหน้าของคุณไม่ได้มองว่าคุณเป็น 1 ในทรัพยากรที่มีคุณค่าขององค์กร ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายของคุณและอาจหมายความว่ามันถึงเวลาที่คุณต้องออกจากงานนั้นแล้ว

4. หัวหน้าไม่เข้าใจ…(งานดีเท่าคุณ)

มันก็ออกจะสิ้นหวังแล้วอยู่หน่อยๆ ที่คุณต้องทำงานกับหัวหน้าที่คุณรู้สึกว่าไม่มีทักษะหรือความรู้เท่าที่ควร หรือเคลมกันไปแรงๆ ว่ามีทักษะหรือความรู้น้อยกว่าคุณ แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรที่มากกว่านั้นอีกนะ เพราะถ้าคุณไม่สามารถเชื่อได้ว่าผู้นำบริษัทจะสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำพาบริษัทไปในทางที่ดีได้ คุณอาจจะต้องเผชิญกับความวิตกกังวลแบบไม่สิ้นสุดแล้วแหละ แล้วถ้าคุณคิดถูกเรื่องหัวหน้าคุณแล้วล่ะก็ นั่นอาจทำให้ในไม่ช้าบริษัทอาจจะยิ่งแย่ลงและคุณอาจจะต้องถึงขั้นตกงานได้

5. หัวหน้าเราไม่คูลและดูมีทีท่าว่าจะไม่ไปไหน

สัจธรรมที่ว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นั้นใช้ได้กับทุกเรื่องจริงๆ #เรื่องงานก็เช่นกัน การเปลี่ยนหัวหน้างานเป็นเรื่องปกติเพราะคนเก่าไป คนใหม่มา แต่ถ้า…คนเก่าไม่เอาไหนและไม่ไปไหน แถมยังเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริหารระดับสูงแล้วล่ะก็ มันอาจจะต้องเป็นคุณเองที่สวมคอนเวิร์สเดินแยกทางกับบริษัท เพราะยิ่งอยู่ไปอาจจะยิ่งทำให้คุณต้องทุกข์ระทมในทุกวันของการทำงานเป็นนางเอกละครหลังข่าว และวันดีคืนดีหัวหน้าคุณอาจจะสวมบทนางร้ายเอาผลงานคุณไปเป็นผลงานตัวเอง นินทาคุณลับหลัง ตำหนิคุณในเรื่องที่คุณไม่ได้ทำผิด และอีกมากมายสารพัด

6. แค่คิดหรือได้ยินเรื่องงานก็ขนลุกไปหมด

ถ้าคุณสามารถขอพรได้ 3 ประการ และสิ่งที่คุณจะขอคือ 1.ไม่ให้วันจันทร์มาถึง เพราะไม่อยากทำงาน 2. คือขอให้พรข้อ 1 เป็นจริง และ 3.คือขอให้พรข้อ 2 เป็นจริง แต่ถ้าเกิดอาการคุณหนักจนกระทั่งแค่คิดถึงเรื่องงานก็ทำให้คุณกลัวจนขนลุกไปหมด มันคงถึงเวลาแล้วที่คุณต้องออกจากงานจริงๆ อย่ากล่อมตัวเองไปเรื่อยว่าคุณแค่มี Bad Day เพราะปัญหาจริงๆของคุณคือเรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องเวลา!

7. หมดไฟในการทำงาน

ถึงแม้ว่าคุณจะรักบริษัท หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานแค่ไหน มันก็ไม่คุ้มจริงๆที่คุณจะได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด และอดทนทำงานต่อไปแม้แทบขาดใจ เพราะ Passion เป็นส่วนประกอบสำคัญของความสำเร็จในงาน พนักงานหมดไฟส่วนหนึ่งบริษัทคือเหตุผลหลัก ถ้าคุณหมดไฟในงานนั้นไปแล้ว คุณก็ควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำอย่างอื่นและปลุกไฟในตัวคุณให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

8. เริ่มป่วยออดๆแอดๆ 3 วันดี 4 วันไข้

ไม่มีงานไหนที่คุ้มค่ามากพอให้คุณสละสุขภาพของคุณเพราะมันหรอก #WorkVentureได้กล่าวไว้ ความเครียดจากการทำงานสามารถนำไปสู่อาการซึมเศร้า นอนไม่หลับกระสับกระส่าย ปวดหัว ป่วยบ่อยๆและอาจจะแย่ไปกว่านั้น อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ เพราะยังมีคนที่รักคุณรออยู่ข้างหลังนะ!

9. เป็นไข้ใจแบบที่หมอไหนๆก็รักษาไม่หาย

ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องกลับบ้านพร้อมความเครียดและไม่สบายใจเพราะมีสาเหตุมาจากเรื่องงาน นี่คืออีก 1 สัญญาณที่บอกคุณว่าคุณอาจจะต้องห่างกับงานสักพัก เพราะงานมันเริ่มส่งผลเสียต่อชีวิตส่วนตัวคุณแล้ว

ถ้าคุณตัดสินใจจะออกจากงานแล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผลของคุณ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งนั้นอาจจะมาส่งผลเสียกับคุณที่หลังได้ ดังนั้นคุณควรให้เหตุผลเรื่องการลาออกของคุณแบบที่ใครได้ฟังก็ต้องเห็นด้วย ไม่เกิดผลเสียไม่ว่ากับใครก็ตาม ลองดูวิธีจัดการกับความคิดเมื่อรู้สึกหมดใจกับที่ทำงาน เพื่อให้คุณออกมาจากงานเก่าให้สง่างาม และ ปัง ปัง ปัง มากที่สุด WorkVenture เชื่อว่าทุกคนจะ Make it happen!

ที่มา : workventure

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *